Pages

Showing posts with label ขั้นตอน. Show all posts
Showing posts with label ขั้นตอน. Show all posts

Tuesday, September 29, 2020

“สปสช.” แนะ 8 ขั้นตอนตรวจสอบ-ใช้สิทธิ คลินิกบัตรทองถูกยกเลิกสัญญา - siamrath.co.th

tosokpopo.blogspot.com

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุ สำหรับท่านใดที่ได้รับผลกระทบ จากกรณีคลินิกถูกยกเลิกสัญญาบัตรทอง สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนการตรวจสอบและใช้สิทธิได้ตามนี้

ขณะที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สบส. กระทรวงสาธารณสุข ได้โพสต์ระบุประกาศดังนี้

Let's block ads! (Why?)


September 30, 2020 at 05:00AM
https://ift.tt/2G39LNb

“สปสช.” แนะ 8 ขั้นตอนตรวจสอบ-ใช้สิทธิ คลินิกบัตรทองถูกยกเลิกสัญญา - siamrath.co.th
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

Monday, September 28, 2020

วิธีทำ LINE Avatar สร้างตัวละครน่ารักๆ ในแอป LINE จะใช้เป็นรูปโปรไฟล์, ภาพเคลื่อนไหว หรือส่งเป็นสติ๊กเกอร์ก็ได้ - Droidsans

tosokpopo.blogspot.com

หลังจากที่ Facebook ได้ปล่อยฟีเจอร์ Facebook Avatars ให้ผู้ใช้งานได้สร้างสติ๊กเกอร์เป็นคาแรกเตอร์ของตัวเองอย่างสนุกสนานกันมาแล้ว ล่าสุดแอปแชทสุดฮิตของไทยอย่าง LINE ก็ไม่น้อยหน้า ปล่อยฟีเจอร์ LINE Avatar ออกมาให้เล่นบ้าง โดยเราจะสร้างตัวละครเป็นภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวทำได้ แถมยังสร้าง Avatar ได้มากถึง 5 ตัว เพื่อเอามาถ่ายรูปหมู่ได้ด้วยนะ…เอาเป็นว่า มาลองเล่นกันเลยดีกว่าค่ะ อยากรู้ว่าจะสนุกขนาดไหน

วิธีการสร้าง LINE AVATAR

ในวิธีการสร้าง LINE AVATAR นั้น บอกเลยว่าแสนจะง่ายดายค่ะ

1.เข้าไปที่หน้า Home > Profile และ เมื่อเข้ามาแล้ว ก็จะเจอกับปุ่ม Avatar นั่นแหละจ้า คลิกเข้าไปเลย

2.ถัดมา ในขั้นตอนการถ่ายรูปนี้ ให้เราทำหน้าตรงๆให้เข้ากับกรอบหน้าบนแอป ซึ่งถ้ามันพอดี ก็จะขึ้นกรอบเป็นสีเขียวแบบนี้ จากนั้นก็กดปุ่มถ่ายได้เลย ซึ่งพอถ่ายเสร็จก็จะมีคาแรกเตอร์ของเราขึ้นให้เลือก ทั้งแบบหน้าสด ,เมคอัพ หรือหน้าตลก ซึ่งถ้าใครที่โอเคกับคาแรกเตอร์แล้วก็สามารถกด Add ได้เลย แต่ถ้าอยากแต่งเพิ่ม มาที่ Edit ในขั้นตอนต่อไปเลยค่ะ

3.เข้าสู่ขั้นตอนสร้างคาแรกเตอร์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สาวๆ อย่างเรา (ตัวผู้เขียนเอง) รู้สึกสนุกและตื่นเต้น เหมือนได้เล่นเกมเเต่งตัว 😆 ซึ่งเค้าก็จะมีเสื้อผ้า รูปหน้า ทรงผม ตา คิ้ว จมูก เมคอัพ ตลอดจนเฉดสี มีให้เลือกเยอะมากกกก

ซึ่งถ้าใครจะทำเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบด้านล่างนี้ก็สามารถเข้าไปที่ Animate Avatar 

ใน Animate Avatar จะเป็นการสร้างวิดีโอความยาว 15 วินาที มีท่าทางของสติ๊กเกอร์ให้เลือกมากมาย  อีกทั้งยังมีแบบสัตว์เลี้ยงเดินคลอเคลียด้วย!! โดยเข้าไปที่ Animate Avatar > เลือกรูปแบบที่จะสร้างวิดีโอตรงมุมล่างทั้ง 2 อัน ด้านขวารูปคนเป็นท่าทางที่แอปมีให้ ด้านซ้ายรูปแปรงจะเป็นพื้นหลัง

รูปแบบแรก ใช้ Avatar แทนหน้า ส่วนพื้นหลังเป็นสถานที่ปัจจุบันที่เรากำลังอัดวิดีโออยู่ ซึ่งถ้าเรามีตัวละครสร้างไว้หลายตัว ก็สามารถเอามารวมกลุ่มและถ่ายรูปได้ค่ะ

แบบที่ 2 คือใช้ร่วมกับเทคโนโลยี AR คือเอาตัว Avatar ของเรามาอยู่บนโลกจริง เกร๋ๆ ก็ได้เหมือนกันค่ะ วิธีทำก็แค่กดเลือกท่าทางให้ Avatar > เลือกเครื่องหมายแปรง > เลือกพื้นหลังที่เป็นเครื่องหมาย ⊗ จากนั้นก็เอากล้องไปส่องตรงมุมที่ต้องการได้เลยค่ะ

ส่วนอีกแบบนึงคือใช้พื้นหลังเป็นรูปในแกลลอรี่เรา จะยืนท่ามกลางภูเขา ทุ่งลาเวนเตอร์ ลอนดอน โตเกียว ฯลฯ ก็สามารถทำได้

ส่วนอิชั้นขอไปยืนข้างๆ กงยูแล้วกันจ้า

ซึ่งสติ๊กเกอร์อันนี้สามารถเล่นได้ทั้ง ในโปรไฟล์, ไลน์สตอรี่ หรือ กล้องธรรมดาเลยนะ จะถ่ายส่งให้เพื่อน พี่ ป้า น้า อา แทนสวัสดีวันจันทร์ก็ยังได้ ยังไงก็ลองไปสร้างเล่นกันดูนะคะ บอกเลยว่าเพลินมาก ส่วนใครที่อยากสร้าง Avatar เอาไว้เล่นใน Facebook ก็ไปดูวิธีทำกันได้ในบล็อกข้างล่างเลยค่ะ

ที่มา : LINE

Let's block ads! (Why?)


September 29, 2020 at 06:40AM
https://ift.tt/3jaP1RS

วิธีทำ LINE Avatar สร้างตัวละครน่ารักๆ ในแอป LINE จะใช้เป็นรูปโปรไฟล์, ภาพเคลื่อนไหว หรือส่งเป็นสติ๊กเกอร์ก็ได้ - Droidsans
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

Tuesday, September 22, 2020

นายกรัฐมนตรี ระบุ คดีบอส อยู่วิทยา อยู่ขั้นตอนออกหมายแดง - ช่อง 7

tosokpopo.blogspot.com
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับความคืบหน้าคดีของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส อยู่วิทยา ว่า ขณะนี้กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการประสานไปยังตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล เพื่อออกประกาศหมายแดง เพื่อขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีในไทย ซึ่งตนได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง เต็มกำลังความสามารถ โดยไม่ล่าช้า

ขณะที่ทีมข่าว 7HD ได้สอบถามเรื่องการประสานเพื่อออกประกาศหมายแดงนี้ กับ พันตำรวจเอกสัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผู้กำกับการ สน.ทองหล่อ ก็บอกว่า ยังอยู่ระหว่างรอสำนวนการสั่งคดีของอัยการ ที่สั่งฟ้องนายวรยุทธ 2 ข้อหา เพื่อนำมาดำเนินการติดตามจับกุมตัวตามคำสั่ง ซึ่งโดยกระบวนการเมื่อได้รับสำนวน จะประสานไปยังกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยืนยันแหล่งที่อยู่ของผู้ต้องหาว่า หลบหนีอยู่ที่ใด ซึ่งหากพบว่ามีสถานที่พัก หลบซ่อนตัวอยู่ในต่างประเทศ ก็จะขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติประสานไปยังองค์การตำรวจสากล พิจารณาออกประกาศสืบจับ หรือหมายแดงต่อไป

ส่วนที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ นายวิชา มหาคุณ ได้สรุปผลการตรวจสอบคดีนี้ โดยมีเนื้อหาบางเรื่องพาดพิงเกี่ยวกับอัยการ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ หรือ ก.อ. บอกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณารายงานฉบับสมบูรณ์ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ที่มีกว่า 6,000 หน้า และมีหลักฐานอื่น เช่น คลิป หรือบันทึกเสียงการสนทนา เป็นหลักฐาน เพื่อนำมาพิจารณาสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง หลังจากก่อนหน้านี้มีการประสานส่งรายงานผลการสอบมาแล้วแต่เป็นฉบับย่อ จึงต้องขอให้ส่งเอกสารดังกล่าวมาอีกครั้ง เพื่อความสมบูรณ์รอบคอบในการพิจารณาข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อได้รับมาแล้วก็จะขอพิจารณาก่อนว่าเป็นอย่างไร ก่อนนำเข้าหารือในที่ประชุมครั้งหน้าคือวันที่ 10 ตุลาคม

ส่วนการยื่นหนังสือลาออกของ นายเนตร นาคสุข อดีตรองอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นผู้ลงนามสั่งไม่ฟ้องคดีบอส อยู่วิทยา นั้นขณะนี้หนังสือการลาออกดังกล่าวยังไม่มีผล ปัจจุบัน นายเนตร ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ซึ่งตามกฎหมายสำนักงานอัยการสูงสุด สามารถยับยั้งการลาออกได้ภายใน 90 วัน เพื่อรอตั้งกรรมการสอบสวนก่อน

Let's block ads! (Why?)


September 23, 2020 at 10:16AM
https://ift.tt/33Q7HzU

นายกรัฐมนตรี ระบุ คดีบอส อยู่วิทยา อยู่ขั้นตอนออกหมายแดง - ช่อง 7
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

Monday, September 21, 2020

'ไอลอว์' ชี้ ขั้นตอนทางเทคนิคไม่ควรเป็นอุปสรรค หลัง 'ชวน' บอกนำร่าง รธน. 1 แสนชื่อเข้าสภาไม่ทัน - มติชน

tosokpopo.blogspot.com

‘ไอลอว์’ ชี้ ขั้นตอนทางเทคนิคไม่ควรเป็นอุปสรรค หลัง ‘ชวน’ บอกนำร่าง รธน. 1 แสนชื่อเข้าสภาไม่ทัน

เมื่อวันที่ 22 กันยายน โครงการอินเทอร์เนตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ เผยแพร่คำชี้แจง หลังนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวกับสื่อมวลชนว่า ข้อเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนไม่สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาได้ทัน ในวันที่ 23-24 กันยายน ซึ่งรัฐสภามีวาระพิจารณาข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอมาจากทั้งพรรคฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล

ดังนี้ ไอลอว์ในฐานะผู้รับผิดชอบรวบรวมรายชื่อประชาชน ขอชี้แจงกับผู้เข้าชื่อกว่า 100,000 คน ดังนี้

1.เราใช้เวลาในการรวบรวมเอกสารเข้าชื่อทั้งหมด 43 วัน ซึ่งถือว่า เร็วมากๆ ภายใต้ข้อจำกัดที่ต้องใช้สำเนาบัตรประชาชน กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มที่ถูกต้อง และลงลายมือชื่อด้วยกระดาษปากกา ไม่สามารถส่งผ่านช่องทางออนไลน์ได้

ภารกิจในการรวบรวมเอกสาร ตรวจสอบความถูกต้อง และจัดการงานหลังบ้าน จัดทำโดยอาสาสมัครรวมแล้วกว่า 200-300 คน ที่ทำงานอย่างหนักและทำอย่างดีที่สุดตลอดเดือนเศษๆ ที่ผ่านมา จนกระทั่งได้ยอดเอกสารที่ครบถ้วนสมบูรณ์มาเกิน 100,000 รายชื่อ ซึ่งมากกว่าจำนวนขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดกว่าสองเท่า ไม่มีการเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยประชาชนครั้งใดสามารถทำได้เสร็จสิ้นรวดเร็วเท่านี้มาก่อน

ดังนั้น ประเด็นข้อกังวลในขั้นตอนของทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ว่า เมื่อตรวจสอบความถูกต้องแล้วอาจเหลือรายชื่อไม่เพียงพอ จึงไม่น่ากังวลแม้แต่น้อย เพราะหากมีเอกสารบางฉบับที่ไม่สมบูรณ์ก็ยังมีเอกสารที่สมบูรณ์เกินกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนดอีกมาก

2.วันนี้ประชาชนกว่า 100,000 คนได้แสดงออกซึ่ง “เจตจำนง” แล้วว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องการ “รื้อ” ระบอบอำนาจของ คสช. “สร้าง” หนทางกลับสู่ประชาธิปไตย และเปิดทางให้เกิดการ “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ซึ่งเจตจำนงนี้ ทั้งสมาชิกรัฐสภาและสาธารณะได้รับรู้รับทราบแล้ว แต่การจะบรรจุเข้าในวาระการพิจารณาได้ทันหรือไม่นั้นเป็นประเด็นทาง “เทคนิค” ในขั้นตอนการทำงานของระบบราชการเท่านั้น

ซึ่งขั้นตอนทางเทคนิคไม่ควรเป็นอุปสรรค ทำให้เจตจำนงของประชาชนถูกทอดทิ้งไป หากทางรัฐสภาจริงใจที่จะรับฟังข้อเสนอจากประชาชน ก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะแก้ปัญหาทางเทคนิคเพื่อรับพิจารณาข้อเสนอชุดนี้เพื่อดำเนินการไปพร้อมกับข้อเสนอจากพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งมีทางเลือกอยู่หลายช่องทาง เช่น การลงมติงดใช้ข้อบังคับบางประการเพื่อรับพิจารณาข้อเสนอของประชาชนก่อน หรือการเร่งตรวจสอบรายชื่อให้เร็วที่สุดแล้วเปิดสมัยประชุมวิสามัญพิเศษขึ้นเพื่อพิจารณาข้อเสนอของประชาชนได้

3.รัฐธรรมนูญ 2560 ได้สร้างโครงสร้างทางการเมืองที่ผิดปกติ สร้างระบอบทางการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจให้ คสช. อันนำมาซึ่งความไม่พอใจของประชาชน จนกระทั่งเกิดการชุมนุมบนท้องถนนของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนหลากหลายกลุ่มในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เพียงขาดกลไกที่หาทางแก้ไขปัญหา แต่ยังเป็นตัวปัญหาที่สร้างความขัดแย้งทางการเมืองเสียเอง

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เท่านั้น และโดยเร็วที่สุด ซึ่งวันนี้ประชาชนมากกว่า 100,000 คน ได้ช่วยกันเสนอทางแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นข้อเสนอตามระบบบกฎหมายที่มีอยู่ โดยอาศัยโครงสร้างของรัฐสภาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะหาทางออก หากรัฐสภาไม่พิจารณาข้อเสนอของประชาชนในครั้งนี้ เท่ากับเป็นการแสดงออกว่า การแก้ไขปัญหาไม่สามารถเดินหน้าด้วยกลไกที่มีอยู่ได้ และบีบบังคับให้ประชาชนที่ต้องการออกจากระบอบการเมืองแบบที่เป็นอยู่ต้องเลือกเส้นทางการต่อสู้บนท้องถนนเท่านั้น

ซึ่งเท่ากับเป็นการเลือกเส้นทางท้องถนน โดยคนที่มีอำนาจ ไม่ใช่โดยประชาชน

Let's block ads! (Why?)


September 22, 2020 at 11:07AM
https://ift.tt/369IL9p

'ไอลอว์' ชี้ ขั้นตอนทางเทคนิคไม่ควรเป็นอุปสรรค หลัง 'ชวน' บอกนำร่าง รธน. 1 แสนชื่อเข้าสภาไม่ทัน - มติชน
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

'คำนูณ' เผย 3 ขั้นตอนศรีธนญชัยแปลงสาร ตัดแต่งพันธุกรรมร่างกม. ทำปฏิรูปตำรวจริบหรี่ - สยามรัฐ

tosokpopo.blogspot.com

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ ข้อความในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว "Kamnoon Sidhisamarn" ระบุว่า ...

ปฏิรูปตำรวจริบหรี่
ร่างพ.ร.บ.ถูกตัดแต่งพันธุกรรม
เผย 3 ขั้นตอนศรีธนญชัยแปลงสาร
____________
กรณีการปฏิรูปตำรวจในความหมายของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 258 ง. (4) ขออนุญาตพูดตามตรงหลังจากติดตามมาโดยตลอดและบางช่วงมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยว่ารัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรีกระทำการไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีเหตุมาจากอะไรก็ตาม
ไล่เรียงมาตั้งแต่...
1. ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามหลักอาวุโส เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/181/T1.PDF
2. ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 20/2561 เรื่องมาตรการสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินให้มีความต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561
https://library2.parliament.go.th/.../ncpo-head-order20...
ทั้ง 2 ประการนี้ทำให้รัฐธรรมนูญมาตรา 260 วรรคสามที่เป็นเสมือน ‘บทเร่งรัดกึ่งลงโทษ’ ไร้ความหมาย เสมือนถูกแก้ไขไปแล้วในทางปฏิบัติ
อันจะทำให้กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานตำรวจและการแต่งตั้งโยกย้ายจะเสร็จก็ได้ไม่เสร็จก็ได้ การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจก็สามารถทำตามระบบแบ่งกองร้อยละ 33 แบบเดิมได้ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
รายละเอียดเรื่องนี้เคยอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาและเขียนเล่าใน fb นี้แล้ว
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3257209870989611&id=10000101...
และล่าสุด....
3. มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติฉบับแปลงสารที่เสนอแก้ไขมาโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563
ประการสุดท้ายนี้สุ่มเสี่ยงต่อการจะไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 260 วรรคแรก และโดยเฉพาะมาตรา 258 ง. (4) อย่างมาก
ที่ว่าไม่ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 260 วรรคแรก ก็เพราะผู้ยกร่างกฎหมายไม่ใช่คณะกรรมการตามที่กำหนดไว้ หรือคณะกรรมที่รับช่วงงานต่อมา หากแต่เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งไม่ได้รับการกำหนดไว้เลยให้เป็นผู้ปรับปรุงหรือยกร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ และที่ว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 258 ง. (4) คือไม่ได้พิจารณาอาวุโสกับความรู้ความสามารถประกอบกันในทุกตำแหน่ง ยังคงใช้ระบบแบ่งกองตามเดิมแม้จะมีการปรับปรุงบ้าง โดยให้ใช้อาวุโสอย่างเดียวจำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือแม้จะบอกว่าใช้อาวุโสประกอบความรู้ความสามารถแต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนบังคับไว้ โดยตัดระบบคะแนนประจำตัวตามร่างฯเดิมที่มาจากคณะกรรมการที่รับช่วงพิจารณายกร่างตามรัฐธรรมนูญออก
อันที่จริง รัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรีมีโอกาสที่จะแก้ไขการกระทำข้อ 1 และ 2 ด้วยการส่งร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติฉบับท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ที่รับช่วงต่อมาจากคณะกรรมการตามรัฐธรรมนูญเข้ามาสู่รัฐสภา ให้เวทีรัฐสภาเป็นที่ตัดสิน
แต่รัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรีไม่เลือกที่จะทำเช่นนั้น
กลับเลือกทำซ้ำรอยเดิมตามข้อ 3
ทำให้ความหวังในการปฏิรูปตำรวจเหลือริบหรี่มาก นี่พูดอย่างมองโลกในแง่ดีสุดแล้วนะครับ
ทำให้เห็นว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้น สำหรับผู้อยู่บนบัลลังก์อำนาจแล้วเป็นแค่ตัวหนังสือบนเศษกระดาษ อะไรที่อยากทำก็ทำ อ้างอิง อะไรที่ไม่อยากทำก็ไม่ทำ ไม่พูดถึง และหลบเลี่ยงเจตนารมณ์นั้นไปด้วยกุศโลบายแบบศรีธนญชัยแปลงสาร
นี่คือประเด็นหลัก ๆ ที่ผมใช้เวลาประมาณ 40 นาทีแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงฯชัดท่านอาจารย์วิชา มหาคุณเมื่อเวลา 15.15 น.วานนี้ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อาคาร 3 เทเวศร์
คณะกรรมการจะมีข้อสังเกตรายงานท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่ประการใดสุดแท้แต่วิจารณญาณของท่าน ส่วนผมก็จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา
คำนูณ สิทธิสมาน
สมาชิกวุฒิสภา
22 กันยายน 2563
___________
หมายเหตุ : ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่อง แต่ชอบ ขอบพระคุณ ‘ยายกล้อง’ Porntip Rojanasunan

Let's block ads! (Why?)


September 22, 2020 at 07:06AM
https://ift.tt/3hNVm4d

'คำนูณ' เผย 3 ขั้นตอนศรีธนญชัยแปลงสาร ตัดแต่งพันธุกรรมร่างกม. ทำปฏิรูปตำรวจริบหรี่ - สยามรัฐ
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

Thursday, September 17, 2020

เช็กขุมกำลังรับม็อบ'19กันยา' เปิด4ขั้นตอนปฏิบัติ'กรกฎ52' - มติชน

tosokpopo.blogspot.com

หมายเหตุ – สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จัดกำลังเพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม “19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร” โดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ระหว่างวันที่ 19 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และจะเคลื่อนตัวไปยังทำเนียบรัฐบาลในรุ่งเช้าวันที่ 20 กันยายน

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์

ผู้ช่วย ผบ.ตร.

มีหนังสือวิทยุในราชการศูนย์ปฏิบัติการ ตร. เลขที่ 0007.33/160 ลงวันที่ 16 กันยายน ถึง ผบช.น., ภ.1-8, และ ตชด. ข้อความว่า

1.อ้างถึงหนังสือ บช.น. ลง 14 กันยายน 2563 ขอรับการสนับสนุนกองร้อยควบคุมฝูงชน จำนวน 57 กองร้อย จาก ตร. เพื่อปฏิบัติภารกิจการรักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่ได้เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุม “19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร” ใน
วันที่ 19 กันยายน 2563 ตั้งแต่เวลา
14.00 น. เป็นต้นไป ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ

2.เพื่อให้การดูแลการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และสนับสนุนภารกิจของ บช.น. ตามข้อ 1 จึงให้หน่วยต่างๆ ดำเนินการดังต่อไปนี้
2.1 ให้หน่วยงานจัดกำลังควบคุมฝูงชนพร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ประจำกาย สนับสนุน บช.น. โดยมีบัญชีรายชื่อที่ใช้ยอดกำลังพลดังต่อไปนี้ ตชด. จำนวน 9 กองร้อย, ภ.1 จำนวน 10 กองร้อย, ภ.2 จำนวน 7 กองร้อย,
ภ.3 จำนวน 6 กองร้อย, ภ.4 จำนวน 6 กองร้อย, ภ.5 จำนวน 1 กองร้อย, ภ.6 จำนวน 8 กองร้อย, ภ.7 จำนวน 8 กองร้อย, และ ภ.8 จำนวน 2 กองร้อย รวมทั้งหมด 57 กองร้อย กว่า 8,550 นาย
2.2 ให้ บช.น.จัดเตรียมสถานที่สำหรับรองรับดูแลควบคุมฝูงชนที่สนับสนุนภารกิจและดำเนินการในการจัดกำลังดูแลการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
2.3 ให้กำลังควบคุมฝูงชนที่สนับสนุน บช.น.รายงานตัวในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2563 โดยให้สอบถาม
เวลา สถานที่ และประสานการปฏิบัติกับ พ.ต.ต.อนันต์ จันทร์ศรี สว.ฝอ.3 บก.อก.บช.น.
2.4 ให้หน่วยจัดสรรงบประมาณในการเดินทางของหน่วยไปก่อนแล้วแจ้งรายละเอียดของงบประมาณที่ใช้มายัง ตร. เพื่อจัดสรรให้ต่อไป

สำหรับหน่วยสนับสนุนกองร้อยควบคุมฝูงชน ที่จะมาร่วมปฏิบัติในวันที่ 19 กันยายน ประกอบด้วย กก.ตชด.ที่ 11, 12, 13, 14, 21, 24, 31, 34 และบก.สอ.,

ภ.1 ประกอบด้วย ปทุมธานี, สมุทรปราการ, ลพบุรี, สิงห์บุรี, ชัยนาท, พระนครศรีอยุธยา, อ่างทอง และสระบุรี, ภ.2 ประกอบด้วย ตราด, ชลบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, จันทบุรี, นครนายก และปราจีนบุรี, ภ.3 ประกอบด้วย ชัยภูมิ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, กาฬสินธุ์ และศรีสะเกษ, ภ.4 ประกอบด้วย มหาสารคาม, ขอนแก่น, ร้อยเอ็ด, เลย, หนองบัวลำภู และอุดรธานี, ภ.5 แพร่, ภ.6 ประกอบด้วย นครสวรรค์, ตาก, พิจิตร, อุทัยธานี เพชรบูรณ์, พิษณุโลก, สุโขทัย และอุตรดิตถ์, ภ.7 ประกอบด้วย นครปฐม, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม และราชบุรี และ ภ.8 ประกอบด้วย ชุมพรและระนอง

การจัดกำลังควบคุมฝูงชน (คฝ.) เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย กระจายกำลังปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมด 14 จุด แบ่งช่วงเวลา 6 ผลัด ตั้งแต่เวลา 14.00 น.วันที่ 19 กันยายน -เวลา 14.00 น.วันที่ 20 กันยายน โดยแต่ละจุดจัดวางกำลัง ดังนี้

1.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ รวม 3 กองร้อย แบ่งเป็น บก.1, ภ.จว.ตราด 1 และ ภ.จว.ชลบุรี
2.พระบรมมหาราชวัง 4 กองร้อย แบ่งเป็น บก.น.5 บก.น.6 และ บก.น.3 ภ.จว.มหาสารคาม
3.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 3 กองร้อย ภ.จว.ชัยภูมิ, ภ.จว.ปทุมธานี และ ภ.จว.สมุทรปราการ
4.แยก จปร. 3 กองร้อย จากบก.น.1 ภ.จว.ชลบุรี และ ภ.จว.ตราด
5.แยกสะพานมัฆวาน 3 กองร้อย จาก กก.ตชด.11 กก.ตชด.12 ภ.จว.สระแก้ว
6.แยกสะพานวิศสุกรรมนฤมาณ ภ.จว.นครปฐม 1 กองร้อย
7.แยกสะพานเทเวศรนฤมิตร ภ.จว.สุพรรณบุรี 1 กองร้อย
8.แยกสวนมิสกวัน ภ.จว.กำแพงเพชร 1 กองร้อย
9.แยกอู่ทองนอก ภ.จว.ลพบุรี 1 กองร้อย
10.สถานีดับเพลิงวชิระ ภ.จว.สิงหบุรี 1 กองร้อย
11.แยกเทวกรรม ภ.จว.กาญจนบุรี 1 กองร้อย
12.แยกพาณิชยกรรม 2 กองร้อย จาก กก.ตชด.13 ภ.จว.ชัยนาท
13.แยกเสาวนี ภ.จว.เพชรบุรี 1 กองร้อย
14.แยกอุภัยเจษฎุทิศ ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ 1 กองร้อย

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา
ผู้บัชาการตำรวจนครบาล

ได้เตรียมแผน “กรกฎ 52” เป็นแผนปฏิบัติการ พร้อมบังคับใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 โดยแผนกรกฎ 52 คือแผนปฏิบัติการหลัก แนวทางแก้ไขสถานการณ์วิกฤต ใช้ในการรับมือการชุมนุม การก่อความไม่สงบ ตร.ได้ทำขึ้นในช่วงที่มีการชุมนุมของเสื้อสีต่างๆ
มี 4 ขั้นตอนหลัก

ขั้นตอนที่ 1
ขั้นเตรียมการก่อนเกิดเหตุ
เช็กการข่าว หน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการด้านการข่าว ประสานงานกับหน่วยงานข่าวต่างๆ อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง

สิ่งที่ต้องทำ คือ

– ตั้งหน่วย หรือชุดเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุนตามแผน
– เตรียมกำลังหน่วยต่างๆ ทั้งหน่วยปฏิบัติ หน่วยสนับสนุน
– ซักซ้อมการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ฝึกอบรม
กำลังพล
– จัดหาอุปกรณ์ เตรียมการด้านส่งกำลังบำรุง
– เตรียมความพร้อมการเคลื่อนย้ายหน่วยกำลังพลเข้าปฏิบัติภารกิจและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
– เตรียมสถานที่ควบคุม สถานที่สอบสวน กรณีมีการจับกุมและควบคุมผู้ก่อความไม่สงบจำนวนมาก
– ดำเนินการด้านชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ทุกรูปแบบให้เป็นธรรม และเตรียมปฏิบัติการด้านประชาสัมพันธ์และจิตวิทยาต่อประชาชน หรือปฏิบัติการด้านข่าวสาร หรือไอโอ
– จัดทำแผนปฏิบัติการเฉพาะกรณีเฉพาะพื้นที่ในการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบทุกรูปแบบ
– เตรียมตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า (ศปก.สน.) ในพื้นที่ เพื่อควบคุมสั่งการแต่ละพื้นที่ แต่ละขั้นตอนไว้ให้ชัดเจน
– มีสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ (สยศ.ตร.) ติดตามประเมินผลการปฏิบัติอย่างเป็นระบบ เป็นรูปธรรมชัดเจน

ขั้นตอนที่ 2
การเผชิญเหตุ

ซึ่งในกรณีนี้คือ การชุมนุม
– ตำรวจท้องที่จัดส่งกำลังเข้าดูแลความสงบเรียบร้อย หรือระงับเหตุ รักษากฎหมาย
– จัดระเบียบบริเวณที่เกิดเหตุและบริเวณโดยรอบ ด้วยการแยกพื้นที่เกิดเหตุออกจากพื้นที่ทั่วไป
– กันประชาชน (ที่ไม่เกี่ยวข้อง) ให้อยู่ห่าง ไม่ให้เข้าพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อความปลอดภัยและสะดวกต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่
– รักษาความปลอดภัยสถานที่และบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะเป้าหมายที่อยู่ใกล้สถานที่เกิดเหตุ
– จัดการจราจรบริเวณที่เกิดเหตุ และพื้นที่ต่อเนื่อง เพื่อให้กระทบต่อสาธารณชนน้อยที่สุด
– ใช้ศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) ของกองบังคับการและกองบัญชาการ ในการติดตามควบคุมสั่งการ
– รักษาความสงบและแก้ไขปัญหาตามขั้นตอน
– ใช้การเจรจาต่อรองหรือปฏิบัติการ โดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก
– เร่งสืบสวนข้อเท็จจริงรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย ชื่อสกุล ข้อมูลแกนนำ ผู้ปฏิบัติการต่างๆ
– รวมทั้งจัดเก็บภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินคดีอาญา
– ประชาสัมพันธ์ให้ทราบข้อเท็จจริงของสถานการณ์และการกระทำว่าผิดตามกฎหมายใด มีอัตราโทษอย่างไร
– กรณีที่ยังไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันทีหรือเป็นการละเมิด เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่สาธารณชน สังคม ให้ใช้มาตรการตามกฎหมายโดยร้องขอต่อศาล ให้ผู้ก่อความไม่สงบหรือผู้มารวมตัว ยุติการ
กระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

ขั้นตอนที่ 3
เมื่อสถานการณ์วิกฤต

และจำเป็นต้องใช้กำลังเข้าคลี่คลายสถานการณ์
-เมื่อการเจรจาต่อรองหรือปฏิบัติการอื่นใดไม่เป็นผล สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และของทางราชการ ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์พิจารณาสั่งใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์ และรายงานให้ ตร.ทราบ ผ่าน ศปก.ตร.ทันที
-กรณีความไม่สงบจากการชุมนุมเรียกร้อง เมื่อเกิดการละเมิดกฎหมายและอาจนำไปสู่ความรุนแรงนอกเขตกรุงเทพมหานคร ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ประสานปรึกษากับผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ได้รับมอบหมายก่อนสั่งใช้กำลังเพื่อเข้ายับยั้งหรือคลี่คลายสถานการณ์
-กรณีการชุมนุมเรียกร้องหากมีการกระทำผิดกฎหมายชัดเจน และผลการกระทำอาจก่อให้เกิด
ความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือผู้กระทำผิดอาจหลบหนีไปก่อน ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์พิจารณาดำเนินการตามความจำเป็นเร่งด่วน แล้วรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับบัญชาทราบ
-กรณีต้องยับยั้งวิกฤต ควบคุมสถานการณ์ชุมนุม ดำเนินการตาม “กฎการใช้กำลัง”

การใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์ให้เป็นไปตามสมควรแก่เหตุ ดำเนินการ ตามลำดับ ดังนี้
1.การแสดงกำลังของตำรวจ
2.การใช้คำสั่งเตือน
3.การใช้มือเปล่าจับกุม
4.การใช้มือเปล่าจับล็อกบังคับ
5.การใช้เครื่องพันธนาการ ปืนยิงตาข่าย
6.การใช้คลื่นเสียง
7.การใช้น้ำฉีด
8.อุปกรณ์เคมี เช่น แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย
9.กระบองหรืออุปกรณ์ที่ใช้ตี
10.อาวุธที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น กระสุนยาง และอุปกรณ์ชอร์ตไฟฟ้า
หากยังไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ ให้เสนอ ตร. ผ่าน ศปก.ตร.เพื่อเสนอรัฐบาลใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และมอบหมายให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวเข้ารับผิดชอบ หรือพิจารณาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเฉพาะพื้นที่ เพื่อเพิ่มอำนาจในการปฏิบัติตามกฎหมายให้แก่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ หรือประกาศกฎอัยการศึกเพื่อปราบปรามขั้นเด็ดขาด ซึ่งการปฏิบัติการขั้นนี้ฝ่ายทหารจะเป็นผู้รับผิดชอบสั่งการ

ขั้นตอนที่ 4
การฟื้นฟู
เมื่อสถานการณ์คลี่คลายสู่สภาวะปกติ ให้ดำเนินการสอบสวน ดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด จัดหน่วยทำหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของผู้ปฏิบัติงาน สนับสนุนส่วนราชการที่มีหน้าที่ฟื้นฟู บูรณะทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อได้รับการร้องขอ

Let's block ads! (Why?)


September 18, 2020 at 09:05AM
https://ift.tt/2RENNCd

เช็กขุมกำลังรับม็อบ'19กันยา' เปิด4ขั้นตอนปฏิบัติ'กรกฎ52' - มติชน
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

ขั้นตอนลงทะเบียน "คนละครึ่ง" รับเงิน 3000 บาท จำกัดสิทธิ์ให้ 10 ล้านคน - ไทยรัฐ

tosokpopo.blogspot.com

เปิดขั้นตอนลงทะเบียน โครงการ "คนละครึ่ง" รับเงิน 3,000 บาท จำกัดสิทธิ์ให้คนทั่วไป 10 ล้านคน เริ่มให้ลงทะเบียนวันที่ 16 ต.ค. 2563

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงมาตรการ "คนละครึ่ง" ของรัฐบาลว่า รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะรักษาระดับการบริโภคภายในระยะเวลา 3 เดือน นับจากเดือน ต.ค.-ธ.ค.นี้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายมาตรการนี้มีจำนวน 24 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชาชนทั้งประเทศ

ขณะที่ เดิมกระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะใช้มาตรการคนละครึ่งกับคนทุกกลุ่ม แต่เนื่องจากประชาชนบางกลุ่มมีข้อจำกัดเรื่องการใช้เทคโนโลยีและรายได้ ดังนั้นจึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 14 ล้านคน และกลุ่มบุคคลทั่วไปที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 10 ล้านคน

ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น รัฐบาลจะจ่ายเงินเข้าบัตรฯ ให้คนละ 500 บาท เป็นระยะ 3 เดือน รวมเป็น 1,500 บาท เพื่อให้ผู้ถือบัตรนำเงินไปใช้จ่ายได้ทันที ส่วนบุคคลทั่วไปนั้นจะใช้แนวทางคนละครึ่ง กล่าวคือ รัฐจะให้วงเงินสมทบไม่เกิน 3,000 บาท สำหรับการใช้จ่ายเท่ากับ หรือมากกว่า 3,000 บาท เพื่อให้การใช้จ่ายกระจายไปยังร้านค้ารายย่อย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำหนดให้สมทบเงินต่อวัน สำหรับการใช้จ่ายไม่เกิน 100 บาท โดยรัฐจะจ่ายเงินสมทบให้แก่ร้านค้าในวันถัดไป อาทิ ยอดใช้จ่ายใน 1 วัน อยู่ที่ 100 บาทต่อวัน ประชาชนจ่ายเพียง 50 บาท และรัฐจะสมทบให้แก่ร้านค้า 50 บาทต่อวันในวันถัดไป หากใช้จ่าย 200 บาท ประชาชนจ่าย 100 บาท รัฐจะสมทบ 100 บาทให้แก่ร้านค้าในวันถัดไป เป็นต้น

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่บุคคลทั่วไปจะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ในวันที่ 16 ต.ค.นี้ และเริ่มใช้จ่ายได้ 23 ต.ค.นี้

ขั้นตอนการลงทะเบียนรับสิทธิ์ คนละครึ่ง มีดังนี้

  • ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com (เปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 16 ต.ค. 2563)
  • ได้รับ SMS ยืนยันหลังจากลงทะเบียน
  • ติดตั้งแอปฯ "เป๋าตัง" เพื่อรับสิทธิ์ตามโครงการ
  • เริ่มใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. 2563 หรือหลังจากได้รับสิทธิ์ (หากไม่ใช้สิทธิ์ภายใน 14 วัน จะถูกตัดสิทธิ์และเปิดสิทธิ์ให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนเพิ่ม)
  • ภาครัฐร่วมจ่าย 50% ไม่เกิน 100 บาท/คน/วัน หรือไม่เกิน 3,000 บาท/คน ตลอดระยะเวลาโครงการฯ

อย่างไรก็ตาม สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วม กำหนดว่า ต้องเป็นร้านค้ารายย่อยเท่านั้น โดยร้านค้าขนาดใหญ่และร้านสะดวกซื้อจะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ทั้งนี้ รัฐจะเปิดให้ร้านค้าใหม่เข้าร่วมโครงการได้วันที่ 1 ต.ค.นี้ ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยร่วมโครงการรัฐทั้ง "ชิมช้อปใช้" และมาตรการ "เราเที่ยวด้วยกัน" ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 18, 2020 at 07:35AM
https://ift.tt/2ZNtYx8

ขั้นตอนลงทะเบียน "คนละครึ่ง" รับเงิน 3000 บาท จำกัดสิทธิ์ให้ 10 ล้านคน - ไทยรัฐ
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

อัพเดท "ขั้นตอน-วิธีการ" ย้ายสิทธิบัตรทองด้วยตนเองได้ 2 ช่องทาง - ฐานเศรษฐกิจ

tosokpopo.blogspot.com

อัพเดท "ขั้นตอน-วิธีการ" ขอย้ายสิทธิบัตรทองด้วยตนเองได้ 2 ช่องทางแบบละเอียด

ปัจจุบัน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. เปิดช่องทางให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ย้ายสิทธิบัตรทอง หรือลงทะเบียนเปลี่ยนหน่วยบริการด้วยตนเองได้ ด้วยระบบออนไลน์ 2 ช่องทาง คือ  

ช่องทางที่ 1 : ผ่านทาง Application สปสช. เพียงแค่ดาวน์โหลดแอป สปสช. โดยสามารถดาวน์โหลดฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งในระบบ Android และ iOS แล้วปฏิบัติตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

-ให้กดเลือกเมนูลงทะเบียนเปลี่ยนหน่วยบริการ

1.กรณีที่อยู่ปัจจุบันที่ท่านพักอาศัยตรงกับบัตรประชาชน

-ให้กดเลือกเมนู คำว่า “ตรง” (ปุ่มสีน้ำเงิน) จากนั้นให้ยืนยันตัวตนด้วยการถ่ายรูป 2 ครั้ง  คือ

           -ถ่ายรูปบัตรประชาชน

            -ถ่ายเซลฟี่ตนเองคู่กับบัตรประชาชน

จากนั้นจึงเลือกหน่วยบริการแห่งใหม่ได้ ตามรายการที่ปรากฏ พร้อมกด “ยืนยัน” เลือกหน่วยบริการแห่งใหม่ โดยระบบจะแจ้งเตือนให้ท่านทราบถึงขั้นตอน การอนุมัติเอกสาร ก่อนเข้ารับบริการได้ที่หน่วยบริการประจำแห่งใหม่ ทั้งนี้ รอบรับการเกิดสิทธิที่หน่วยบริการประจำแห่งใหม่จะเกิดทุกวันที่ 15 และ 28 ของเดือน

2.กรณีผู้ใช้สิทธิบัตรทองมีที่พักอาศัยปัจจุบันไม่ตรงกับบัตรประชาชน

-ให้เลือกเมนู คำว่า “ไม่ตรง” จากนั้นให้แนบหลักฐานการพักอาศัยปัจจุบัน เช่น บิลค่าน้ำ ค่าไฟ หรือ หนังสือรับรองเจ้าบ้าน เป็นต้น จากนั้นทำตามขั้นตอนที่กำหนดจนครบถ้วน


ช่องทางที่ 2 : ผ่านทาง ไลน์ สปสช. (Line Official Account สปสช.) เพียงแค่แอดไลน์ สปสช. พิมพ์ค้นหา Line ID @nhso หรือคลิกลิงก์เพื่อเพิ่มเพื่อนได้ทันที  https://lin.ee/zzn3pU6  จากนั้นดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.เลือกฟังก์ชั่น "เปลี่ยนหน่วยบริการ" ในไลน์ สปสช.

2.กรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก

3.กรอกข้อมูลต่างๆ อาทิ ชื่อ –นามสกุล, วัน-เดือน-ปีเกิด และเลขหลังบัตรประชาชน

4.ตั้งรหัสผ่านของตัวเอง จำนวน 6 หลัก และ หมายเลขโทรศัพท์

5.ระบบให้รหัส OTP เพื่อดำเนินการเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

กรณีผู้มีสิทธิบัตรทองที่อยู่ตรงกับบัตรประชาชน ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

-กดฟังก์ชั่นกล้อง ถ่ายรูปบัตรประชาชน   

-ถ่ายเซลฟี่ตนเองคู่กับบัตรประชาชน พร้อมอัพโหลดส่งข้อมูล จากนั้นระบบจะมีรายชื่อหน่วยบริการมาให้ท่านสามารถกดเลือกชื่อหน่วยบริการที่ต้องการได้ ระบบแจ้งรับข้อมูลการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว

กรณีผู้มีสิทธิบัตรทองที่อยู่ไม่ตรงกับบัตรประชาชน มีขั้นตอนดังนี้

-กดเลือกปุ่ม “ไม่ตรง”

-กดเลือกฟังก์ชั่น กล้อง ถ่ายภาพบัตรประจำตัวประชาชน และถ่ายเซลฟี่ตนเองกับบัตรประชาชน พร้อมภาพถ่ายเอกสารประกอบ อาทิ บิลค่าไฟฟ้า จากนั้นดำเนินการตามกรอกที่อยู่ปัจจุบัน หลังจากนั้นระบบจะมีรายชื่อหน่วยบริการมาให้ ท่านสามารถกดเลือกชื่อหน่วยบริการที่ต้องการได้ เมื่อดำเนินการขั้นดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว จะปรากฏ ข้อความช่องสีเขียวว่า รับข้อมูลการลงทะเบียนแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

4 ขั้นตอนย้ายสิทธิบัตรทองได้ด้วยตนเอง

เช็ก ใครบ้างมีสิทธิได้ "บัตรทอง"

“อนุทิน” ขอเพิ่มงบ 1.4 หมื่นล้าน ยกระดับ “บัตรทอง”

เช็กที่นี่วิธีตรวจสอบ “สิทธิบัตรทอง” ด้วยตนเอง

เงื่อนไขการลงทะเบียน "เปลี่ยนหน่วยบริการ" สิทธิบัตรทองผ่านมือถือบนแอปพลิเคชัน สปสช.

1. ผู้ใช้งานต้องมีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สิทธิว่าง

2. อายุ 15 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป

3. ลงทะเบียนด้วยตนเองเท่านั้น ยังไม่สามารถลงทะเบียนแทนบุคคลในครอบครัวได้ (ณ ปัจจุบัน)

ทั้งนี้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร.สายด่วน สปสช. 1330 ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)


Let's block ads! (Why?)


September 18, 2020 at 12:15AM
https://ift.tt/32EdKIg

อัพเดท "ขั้นตอน-วิธีการ" ย้ายสิทธิบัตรทองด้วยตนเองได้ 2 ช่องทาง - ฐานเศรษฐกิจ
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

Wednesday, September 16, 2020

ขั้นตอน แผนกรกฎ 52 ดูแลการชุมนุม - ช่อง 7

tosokpopo.blogspot.com
สำหรับขั้นตอนที่ 1 ของ "แผนกรกฎ 52" ที่จะใช้ดูแลการชุมนุม คือ ขั้นตอนเตรียมการ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีการตั้งหน่วย หรือชุดเฉพาะกิจ ขึ้นมาสนับสนุนตามแผน พร้อมฝึกอบรมกำลังพล มีการซักซ้อม จัดหาอุปกรณ์ เตรียมเคลื่อนพลเข้าปฏิบัติภารกิจ และจะมีการเตรียมสถานที่ควบคุม สอบสวน ผู้ที่กระทำผิดด้วย

ขั้นตอนที่ 2 ในกรณีเผชิญเหตุ ตำรวจท้องที่จะเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อย กันคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ เพื่อความปลอดภัย และเจรจาต่อรองกับแกนนำจากเบาไปหาหนัก พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงของสถานการณ์ และระบุว่ามีการทำผิดกฎหมายข้อใด มีอัตราโทษอย่างไร ให้ผู้ชุมนุมได้ทราบ และอาจร้องขอต่อศาล ให้สั่งผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมาย ให้ยุติการกระทำที่ละเมิดสิทธิผู้อื่น

ส่วนขั้นตอนที่ 3 หากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต และจำเป็นต้องใช้กำลังคลี่คลายสถานการณ์ ที่เกิดจากการเจรจา ที่ไม่เป็นผล และสถานการณ์รุนแรงขึ้น จนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน และทางราชการ ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ก็จะพิจารณาสั่งใช้กำลังเข้าควบคุม แก้ไขสถานการณ์ แต่หากเหตุการณ์บานปลายออกนอกพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไปยังต่างจังหวัด ก็จะประสานผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อสั่งใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์

แต่การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ จะต้องสมควรแก่เหตุด้วย ไม่กระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยจะมี 10 ลำดับขั้นตอน ตั้งแต่การแสดงกำลังของตำรวจ การใช้คำสั่งเตือน การจับกุมด้วยมือเปล่า ใช้มือจับล็อกบังคับ การใช้เครื่องพันธนาการ หรือปืนตาข่าย การใช้คลื่นเสียง ใช้น้ำฉีด ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์เคมี อย่างก๊าซน้ำตา สเปรย์พริกไทย การใช้กระบอง หรืออุปกรณ์ในการตี และวิธีการสุดท้ายในการใช้กำลังแก้ไขสถานการณ์ คือ การใช้อาวุธที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น กระสุนยาง หรืออุปกรณ์ช็อตไฟฟ้า ซึ่งหากยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็อาจถึงขั้นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ หรือประกาศกฎอัยการศึก

และขั้นตอนที่ 4 ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของแผนกรกฎ 52 คือ การฟื้นฟู เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ก็จะมีการสอบสวน ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด และบูรณะทรัพย์สินของราชการที่ได้รับความเสียหายตามที่ได้รับการร้องขอ โดยทั้งหมดนี้เป็น "แผนกรกฎ52" ที่ตำรวจวางเอาไว้ เพื่อรับมือกับการชุมนุมใหญ่ที่จะมีขึ้นวันเสาร์นี้

Let's block ads! (Why?)


September 17, 2020 at 10:19AM
https://ift.tt/2RAamYA

ขั้นตอน แผนกรกฎ 52 ดูแลการชุมนุม - ช่อง 7
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

Monday, September 14, 2020

เปิด 4 ขั้นตอนย้ายสิทธิบัตรทองทางออนไลน์ ทำได้ง่ายๆด้วยตนเอง - เอ็มเอสเอ็น

tosokpopo.blogspot.com

เปิด 4 ขั้นตอนย้ายสิทธิบัตรทองทางออนไลน์ ทำได้ง่ายๆด้วยตนเอง © By Nation TV เปิด 4 ขั้นตอนย้ายสิทธิบัตรทองทางออนไลน์ ทำได้ง่ายๆด้วยตนเอง เปิด 4 ขั้นตอนย้ายสิทธิบัตรทองทางออนไลน์ ทำได้ง่ายๆด้วยตนเอง © By Nation TV เปิด 4 ขั้นตอนย้ายสิทธิบัตรทองทางออนไลน์ ทำได้ง่ายๆด้วยตนเอง

เปิด 4 ขั้นตอนขอย้ายสิทธิบัตรทองทางออนไลน์ ที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวเอง เพียงแค่แอดไลน์เท่านั้น .เพจไทยคู่ฟ้า แจ้งข่าวสาร การย้ายสิทธิโรงพยาบาล (บัตรทอง) แบบออนไลน์ง่ายๆได้ด้วยตนเอง สรุปใจความว่า

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสิทธิบัตรทอง ที่ต้องการเปลี่ยนสถานพยาบาลหรือหน่วยบริการ (ย้ายสิทธิ) เพื่อการรักษาเพราะวันนี้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองสามารถเปลี่ยนหน่วยบริการได้ด้วยตนเอง ผ่านทางช่องทาง LINE Official Account ได้แล้ว

สำหรับ การขอย้ายสิทธิบัตรทองแบบออนไลน์ด้วยตนเอง มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1. แอดไลน์สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.

2. เพิ่มเพื่อนด้วยการพิมพ์ค้นหา Line ID @nhso หรือ สแกน QR Code

3. เลือกฟังก์ชั่น "เปลี่ยนหน่วยบริการ" แล้วทำตามขั้นตอนของระบบ

4. รอการอนุมัติ

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ลงทะเบียนย้ายสิทธิผ่านทางไลน์ สปสช. ต้องมีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) หรือ มีสิทธิว่าง และต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ทั้งนี้ หากยังไม่สะดวกใช้งานทางโทรศัพท์มือถือ สามารถไปติดต่อที่หน่วยบริการได้เช่นเดิม หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สายด่วน สปสช. 1330

Let's block ads! (Why?)


September 15, 2020 at 08:42AM
https://ift.tt/33xewWT

เปิด 4 ขั้นตอนย้ายสิทธิบัตรทองทางออนไลน์ ทำได้ง่ายๆด้วยตนเอง - เอ็มเอสเอ็น
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

เปิดขั้นตอนเจ้าหนี้การบินไทย 'ทวงสิทธิ' - กรุงเทพธุรกิจ

tosokpopo.blogspot.com

15 กันยายน 2563

107

การบินไทยเปิดขั้นตอนเจ้าหนี้ ยื่นเรื่องทวงสิทธิครอบคลุมทั้งเจ้าหนี้ธุรกิจ เจ้าหนี้จากการซื้อตัวเครื่องบินและเจ้าหนี้หุ้นกู้

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการบริษัท และรักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในส่วนของเจ้าหนี้นั้น กรมบังคับคดีจะดำเนินการแจ้งเจ้าหนี้ทั้งหลายให้ทราบถึงคำสั่งศาล โดยเจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี เพื่อไม่ให้เสียสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้คืน 

โดยการยื่นคำขอรับชำระหนี้มีกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่มีการประกาศคำสั่งตั้งผู้ทำแผนลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งขณะนี้ที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนแล้ว เจ้าหนี้สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้เลยทางออนไลน์จนถึง 1 เดือนนับแต่ที่คำสั่งศาลได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา

นายชาญศิลป์ฯ กล่าวต่อไปว่า การบินไทยร่วมกับกรมบังคับคดีได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหนี้ของการบินไทยในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ โดยเจ้าหนี้สามารถลงทะเบียนเพื่อยื่นคำขอรับชำระหนี้ผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเองที่บ้านผ่านทางเว็บไซต์ https://ift.tt/33pW42q หรือ QR Code

หรือหากเจ้าหนี้ท่านใดไม่สะดวกยื่นคำขอรับชำระหนี้ผ่านระบบออนไลน์ด้วยตนเอง ก็สามารถนำเอกสารมายื่นขอรับชำระหนี้ที่จุดบริการที่หน่วยงานต่าง ๆ จะได้อำนวยความสะดวก 4 หน่วยงาน ได้แก่

1. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต อาคาร 1 ชั้น 1

2. กรมบังคับคดี ถนนบางขุนนนท์, สำนักงานบังคับคดีทั่วประเทศ, ศูนย์บังคับคดีล้มละลายส่วนหน้า (ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ อาคารเอ ชั้น 1)

3. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) (สำหรับหุ้นกู้) และ

4. ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ถนนนครอินทร์ (สำหรับหุ้นกู้กลุ่มสหกรณ์)

160008993114

นายชาญศิลป์ฯ กล่าวว่า จุดให้บริการรับคำขอรับชำระหนี้ที่สำนักงานใหญ่ของการบินไทยนั้น จะมีการจัดเจ้าหน้าที่และมีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ช่วยอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหนี้ในทุกขั้นตอน โดยจะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 2563 ณ โถงอาคาร 1 จนกระทั่งครบกำหนดระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ต้นเดือนพ.ย. ตามเวลาราชการ 08.30 - 16.30 น. เว้นวันหยุดเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ และหากเจ้าหนี้ท่านใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการยื่นขอรับชำระหนี้สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารประกอบและแนวทางการยื่นคำขอรับชำระหนี้ที่เว็บไซต์ของกรมบังคับคดี led.go.th เว็บไซต์ของการบินไทย www.thaiairways.com หรือโทรสอบถามได้ที่ 02 881 4999 (กรมบังคับคดี) หรือ 02 356 1111 กด 8 (Call Center ของการบินไทย)

สำหรับเจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของการบินไทยนั้น จะต้องเป็นบุคคลที่มีสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่เป็นหนี้เงินโดยหนี้ดังกล่าวจะต้องเกิดก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้การบินไทยฟื้นฟูกิจการ ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระแล้วหรือไม่ก็ตาม ซึ่งรวมถึงหนี้การค้า หนี้ค่าเช่า หนี้หุ้นกู้ เป็นต้น ซึ่งเจ้าหนี้จะต้องจัดเตรียมข้อมูลจำนวนหนี้ คิดคำนวณถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผน และเอกสารแสดงตนดังต่อไปนี้

เอกสารแสดงตน กรณีที่เจ้าหนี้ประสงค์จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ด้วยตนเอง ได้แก่ บัตรประชาชนไทย หรือหนังสือเดินทาง (กรณีชาวต่างชาติ) หรือเอกสารแสดงอำนาจของนิติบุคคล กรณีที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้แทนผู้อื่น ได้แก่ หนังสือมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ

เอกสารหลักฐานแสดงความเป็นหนี้ ตัวอย่างเช่น กรณีหนี้ขอคืนค่าบัตรโดยสาร (Refund) ได้แก่ สำเนาบัตรโดยสาร สำเนาหลักฐานการจ่ายเงิน และสำเนาเอกสารยืนยันการขอรับเงินค่าบัตรโดยสารคืน (Refund) เป็นต้น

กรณีหนี้หุ้นกู้ ได้แก่ สำเนาใบหุ้นกู้ หรือขอหนังสือรับรองจากนายทะเบียน ในกรณีที่ไม่สามารถหาใบหุ้นกู้ได้

กรณีหนี้การค้า ได้แก่ สำเนาสัญญาหรือข้อตกลง สำเนาใบสั่งซื้อ (Purchase Order) สำเนาเอกสารหลักฐานการส่งสินค้าหรือให้บริการตามสัญญา และสำเนาใบแจ้งหนี้ (Invoice) เป็นต้น

ในกรณีที่เอกสารดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศ เจ้าหนี้อาจจัดเตรียมคำแปลภาษาไทย โดยให้ผู้แปลลงชื่อรับรองคำแปลมาด้วยเพื่อประกอบการพิจารณาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

นอกจากนี้ ในส่วนของเจ้าหนี้หุ้นกู้นั้น การบินไทยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เปิดเว็บไซต์ให้ผู้ถือหุ้นกู้ของการบินไทยสามารถตรวจสอบจำนวนหนี้หุ้นกู้ได้ที่ www.tgbondinfo.com

160008996099

สำหรับลูกค้าที่ได้แสดงความประสงค์ขอคืนเงินค่าบัตรโดยสาร (Refund) ของการบินไทยนั้น ถือเป็นเจ้าหนี้ในหนี้เงินที่มีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้ได้ อย่างไรก็ดีคณะผู้ทำแผนจะจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการที่ครอบคลุมและรองรับสิทธิของลูกค้าที่ได้แสดงความประสงค์ขอคืนเงินค่าบัตรโดยสาร (Refund) ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไว้ ซึ่งการกำหนดสิทธิของลูกค้าไว้ในแผนตามที่คณะผู้ทำแผนของการบินไทยจะจัดทำเป็นกรณีที่กฎหมายยกเว้นให้เจ้าหนี้ที่ได้รับการระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ โดยลูกค้าที่ขอคืนค่าบัตรโดยสาร (Refund) จะได้รับชำระหนี้ตามข้อกำหนดของแผนฟื้นฟูกิจการโดยไม่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ก็ได้

นอกจากนี้ การบินไทยมีนโยบายดูแลลูกค้าในระหว่างที่ไม่สามารถคืนเงิน (refund) ได้ชั่วคราว โดยลูกค้าท่านที่ขอคืนค่าบัตรโดยสารแล้ว แต่ยังให้ความไว้วางใจและประสงค์กลับมาเป็นลูกค้าของการบินไทย ก็สามารถขอเปลี่ยนหนี้

ค่าบัตรโดยสารเป็น Travel Voucher ได้ ซึ่งจะมีอายุถึง 31 ธ.ค. 2565 ลูกค้าสามารถนำ Travel Voucher มาใช้แทนเงินสดในการออกบัตรโดยสารของการบินไทยหรือ

ไทยสมายล์ได้ ตามแผนการบินของบริษัททั้งสอง ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อการบินไทยทาง Call Center โทร 02 356 1111 หรือ อีเมลไปยัง[email protected] หรือ ติดต่อสำนักงานบัตรโดยสารการบินไทย สำนักงานใหญ่และสำนักงานหลานหลวง ระหว่างวันจันทร์ - ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น. 

หากลูกค้าออกบัตรโดยสารที่สำนักงานต่างประเทศ ก็สามารถติดต่อสำนักงานที่ออกบัตรโดยสารได้โดยตรงเช่นกัน แต่หากลูกค้าประสงค์จะขอรับเป็นเงินคืน (Refund) ก็จะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเวลาและกระบวนการ ทำให้การบินไทยยังไม่สามารถคืนเงินให้แก่ลูกค้าได้โดยเร็ว

เจ้าหนี้ที่ไม่จำเป็นต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ในส่วนของลูกค้าผู้ถือบัตรโดยสารของการบินไทย ที่ยังไม่ได้เดินทาง และยังไม่ได้ดำเนินการขอคืนค่าบัตรโดยสาร (Unused Ticket) นั้นไม่จำเป็นต้องยื่นขอรับชำระหนี้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ลูกค้ายังคงมีสิทธิใช้บัตรโดยสารของการบินไทยได้เมื่อการบินไทยกลับมาประกอบธุรกิจได้ตามปกติและให้บริการด้านการบินได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือดำเนินการทางกฎหมายใดๆ และลูกค้าสามารถเก็บบัตรโดยสารไว้ใช้เดินทางกับการบินไทยหรือไทยสมายล์ หรือจะแลกเป็น Travel Voucher ก็ได้ โดยลูกค้าสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ของการบินไทย thaiairways.com

สำหรับสมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์ Royal Orchid Plus (ROP) นั้น เนื่องจากไม่ใช่เจ้าหนี้ในหนี้เงิน จึงไม่ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยสมาชิก ROP จะยังคงได้รับสิทธิประโยชน์จากสถานภาพสมาชิกและสถานภาพความเป็นสมาชิกจะยังคงอยู่ และการบินไทยจะขยายอายุไมล์สะสมที่จะหมดอายุลงในปีนี้ออกไปจนถึงเดือนธ.ค.2564

ทั้งนี้ ในขั้นตอนต่อไป การบินไทยจะแจ้งให้เจ้าหนี้ได้รับทราบถึงความคืบหน้าของการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อไป การบินไทยมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะดูแลเจ้าหนี้ทั้งหลายภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถกลับมาให้บริการด้านการบินอย่างเต็มรูปแบบได้โดยเร็ว รวมทั้งสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจการบินได้อย่างเข้มแข็งในฐานะสายการบินแห่งชาติต่อไป

Let's block ads! (Why?)


September 14, 2020 at 08:28PM
https://ift.tt/33slKvb

เปิดขั้นตอนเจ้าหนี้การบินไทย 'ทวงสิทธิ' - กรุงเทพธุรกิจ
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

Sunday, September 13, 2020

วิธีลงทะเบียน สินเชื่อเสริมพลังฐานราก กู้เงิน 50,000 ผ่านออมสิน ขั้นตอนไม่ยาก - ไทยรัฐ

tosokpopo.blogspot.com

เปิดวิธีลงทะเบียน "สินเชื่อเสริมพลังฐานราก" กู้เงิน 50,000 บาท ผ่านธนาคารออมสิน ขั้นตอนง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก พร้อมทราบผลภายใน 2 วัน

จากกรณี ครม.มีมติเห็นชอบปรับปรุงการดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยยังมีวงเงินสินเชื่อคงเหลืออยู่ จำนวน 18,988 ล้านบาท จึงให้ปรับปรุงแนวทางช่วยเหลือแก่ประชาชนให้เป็นไปอย่างทั่วถึง และครอบคลุมประชาชนผู้ประกอบการอาชีพทุกกลุ่ม เห็นควรให้ปรับปรุงโครงการด้วยการจัดสรรวงเงิน 10,000 ล้านบาท จากวงเงินที่เหลืออยู่ นำมาปล่อยกู้ผ่าน "สินเชื่อเสริมพลังฐานราก" โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึง 30 ธ.ค. 2563

ใครกู้ได้บ้าง

  • ผู้มีรายได้ประจำ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และบุคคลในครอบครัว

วงเงินกู้

  • สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท

ระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้

  • สูงสุดไม่เกิน 3 ปี

หลักประกัน

  • ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ หรือบุคคลค้ำประกัน

การชำระหนี้

  • ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน

วิธีลงทะเบียน "สินเชื่อเสริมพลังฐานราก"

  • คลิกคำว่า "ลงทะเบียนสินเชื่อเสริมพลังฐานราก" หรือ (คลิกที่นี่)
  • อ่านข้อมูลเอกสารใช้ในการกู้ แล้วคลิก "ลงทะเบียน"
  • อ่าน "ข้อความตกลงยินยอมในการสมัครเข้า สินเชื่อเสริมพลังฐานราก" ติ๊กเครื่องหมายถูก แล้วคลิก "ยืนยันตามข้อตกลง"
  • กรอกข้อมูลส่วนตัว เลขที่บ้านประชาชน, ชื่อ-นามสกุล, อาชีพ, เบอร์โทรศัพท์, ที่อยู่ติดต่อได้, สถานที่ทำงาน
  • จากนั้นกรอกตัวหนังสือเพื่อยืนยัน แล้วคลิก "ลงทะเบียน"

อย่างไรก็ตาม เมื่อลงทะเบียนสำเร็จ จะขึ้นแสดงข้อความ "ลำดับที่... ท่านสามารถตรวจสอบผลการพิจารณาเบื้องต้น หลังจากนี้ 2 วันทำการ".

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 14, 2020 at 11:30AM
https://ift.tt/33ra37Z

วิธีลงทะเบียน สินเชื่อเสริมพลังฐานราก กู้เงิน 50,000 ผ่านออมสิน ขั้นตอนไม่ยาก - ไทยรัฐ
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

เร็วกว่าปกติถึง 10 เท่า! "หมอยง" ชี้ปลายปีนี้รู้ผลวัคซีนโควิด-19 - ช่อง 7

tosokpopo.blogspot.com
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (14 ก.ย.63) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด-19 ว่าการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 สามารถรู้ผลได้ภายในปลายปี 2563 ถือว่าทำเร็วกว่าปกติเป็น 10 เท่า และจะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์การผลิตวัคซีน เพราะในอดีตการคิดค้นวัคซีนจะใช้บุคคลคนเดียวหรือกลุ่มเล็ก แต่ในปัจจุบันเป็นไปไม่ได้แล้ว การทำงานจะต้องทำเป็นทีมใหญ่ ใช้หลายศาสตร์มารวมกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากที่สุด

สำหรับข้อความดังกล่าวมีใจความว่า โควิด-19
การพัฒนาวัคซีน ถ้ามองย้อนไปถึงสมัยเอดเวิร์ด เจนเนอร์ ได้ปลูกฝีให้กับเด็กคนแรกในปี 2339 เพื่อป้องกันฝีดาษ โดยสังเกตจากหญิงรีดนมที่เป็นฝีดาษวัวแล้วไม่เป็นฝีดาษคน และเป็นผู้ใช้ศัพท์คำว่าวัคซีน ซึ่งมาจากภาษาลาตินแปลว่า วัว

ต่อมาในสมัย หลุยส์ ปาสเตอร์ เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว ได้มีคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า สามารถสร้างภูมิต้านทานป้องกันโรคได้ ทั้งที่ท่านไม่ได้เป็นแพทย์ ท่านก็ไม่ได้มีวิธีการขั้นตอนเริ่มจากสัตว์ทดลองแล้วมาทดลองในคนระยะที่ 1 2 3  แต่วัคซีนที่ใช้แบบสมัยของ หลุยส์ ปาสเตอร์ หลายคนคงเคยรู้ว่าฉีดรอบสะดือ 17-21 เข็มและมีอาการข้างเคียงมาก สามารถป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ แต่อาการข้างเคียงก็อาจทำให้เสียชีวิตได้เช่นกัน วิธีดังกล่าวจึงได้เลิกใช้

ในปัจจุบันการศึกษาวัคซีน ไม่ใช่บอกว่ากระตุ้นภูมิต้านทานได้แล้วในสัตว์ทดลองแล้วบอกว่าทำได้แล้ว ยังมีขั้นตอนการทดสอบความเป็นพิษ ทดสอบความปลอดภัยในระยะต่างๆ การศึกษาในมนุษย์จะต้องใช้ข้อมูลพื้นฐานที่มีการทดลองอย่างดีและการเตรียมวัคซีนอย่างดีในขั้นทดลองในสัตว์ทดลอง ก่อนจะมาถึงการศึกษาความปลอดภัยในมนุษย์ จึงใช้ระยะเวลาการศึกษายาวนานกว่าจะได้วัคซีนใหม่ แต่ละตัวโดยเฉลี่ยถึง 10 ปี แต่เมื่อมาถึงโรคระบาดที่มีความรุนแรงและรวดเร็ว ทุกคนจึงต้องทำงานแข่งกับเวลา จึงมีการศึกษาวิจัยในแต่ละขั้นตอนให้รวบรัดขึ้น แต่ก็ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

วัคซีนโควิด-19นี้ สามารถรู้ผลได้ภายในสิ้นปีนี้ก็ถือว่าทำเร็วกว่าปกติเป็น 10 เท่าทีเดียว จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์การผลิตวัคซีน ในอดีตการคิดค้นวัคซีนจะใช้บุคคลคนเดียวหรือกลุ่มเล็ก แต่ในปัจจุบันเป็นไปไม่ได้แล้ว การทำงานจะต้องทำเป็นทีมใหญ่ ใช้หลายศาสตร์มารวมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากที่สุด

โพสต์ฉบับเต็ม หมอยง : https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=176540787320795&id=108692177438990

Let's block ads! (Why?)


September 14, 2020 at 10:42AM
https://ift.tt/32pgpWf

เร็วกว่าปกติถึง 10 เท่า! "หมอยง" ชี้ปลายปีนี้รู้ผลวัคซีนโควิด-19 - ช่อง 7
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

อปท.แจงขั้นตอนวิธีการจ่ายเบี้ยคนชรา-ผู้พิการ ติงกรมบัญชีกลางอย่าเอาชาวบ้านเป็นตัวประกัน - VoiceTV

tosokpopo.blogspot.com

ประธานชมรมพัฒนาชุมชนฯ แจง อปท.ไม่ได้ถังแตก เผยระเบียบวิธีการจ่ายเบี้ยคนชรา-ผู้พิการ ติงกรมบัญชีกลาง อย่าเอาประชาชนเป็นตัวประกัน ย้ำ หลักการทำงาน อปท.ไม่เคยทำให้ประชาชนผิดหวัง

ชัชวาลย์ วงศ์สวรรค์ ประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (แห่งประเทศไทย) โพสต์ในเฟซบุ๊กบัญชีชื่อ 'ชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แห่งประเทศไทย' ชี้แจงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยคนชรา-เบี้ยผู้พิการ ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยประสบปัญหาเรื่องนี้ เพราะมีการนำงบสนันสนุนตรงอืื่นมาจ่ายแทนก่อนได้ แล้วค่อยทำเรื่องเบิกคืนทีหลังได้

จนกระทั่งกรมบัญชีกลางเข้ามาดูแลงบประมาณนี้ ตั้งแต่แรกกรมบัญชีกลางยืนยันว่ามีงบให้ ในกรณีประสบปัญหางบไม่เพียงพอ โดยตัวแทนจากกรมบัญชีกลางยืนยันในที่ประชุมผู้แทนชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 5 คน ว่า "กรมบัญชีกลางมีเงินทดรองราชการ จำนวน 1,500 ล้าน ในการสำรองให้ก่อนแล้วจะไปเรียกเก็บคืนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเอง"   

ทั้งนี้ ชมรมฯ ยังฝากไปถึงกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังด้วยว่า อย่าเอาชาวบ้านมาเป็นตัวประกันในการทำงาน ตอนจะทำงานพูดสวยหรูว่าจะสำรองให้ แต่ถึงเวลาจริงๆ ไม่สำรองให้ เพราะว่าอะไรก็ต้องชี้แจงมาให้พวกเราได้รับทราบว่าเพราะอะไร ทำไมใช้เงินทดรองราชการไม่ได้ ติดขัดอะไรตรงไหน ไม่มีความพร้อมหรือไม่ ก็ส่งคืนกลับมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจ่ายเหมือนเดิม เพราะว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เคยทำให้ประชาชนผิดหวังอยู่แล้ว 

ข้อความทั้งหมดดังนี้

ออกข่าวทุกหน่วยงาน คนทำงานไม่มีโอกาสชี้แจง ขอใช้พื้นที่นี้ชี้แจงมั่ง ว่าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เราคุยอะไรกันไว้

#SAVE คนทำงานเบี้ยยังชีพ

#SAVE องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

.................

โครงการบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม e-Social Welfare  

#เงินทดรองราชการ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ไปไหน

#กรมบัญชีกลางโอนเงินเกินเวลาตามที่ระเบียบกำหนดผิดกฎหมายหรือไม่

#ทำไมต้องโยนความผิดมาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเมื่อทุกเดือนก็โอนได้

พวกเราในนามของผู้ปฏิบัติงานเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล) ซึ่งปัจจุบันรับงบประมาณผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย 

ในนามของชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แห่งประเทศไทย (ซึ่งเป็นองค์กรของคนทำงานสวัสดิการสังคม งานพัฒนาชุมชน และงานสังคมสงเคราะห์ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

###ยกเว้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ของบประมาณจากสำนักงบประมาณโดยตรง

พวกเราในฐานะคนทำงานในตำแหน่งต่างๆ ที่ทำหน้าที่ในการดูแลสวัสดิการชาวบ้านเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยความพิการ ขอชี้แจงว่า พวกเราทำงานกันมาตั้งแต่นโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ตั้งแต่ ปี 2552 มาถึงเดือน ธ.ค. 2562 (ไม่นับรวมถึงทำงานมาตั้งแต่ภารกิจถ่ายโอน) โดยมีการทำงานระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีปัญหาการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการแต่อย่างใด เนื่องจากกระบวนการทำงาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีกระบวนการทำงานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรองเงินจ่ายไปก่อนแล้ว แล้วค่อยรายงานของบประมาณที่ขาด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่ขาดจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตอนปลายปีงบประมาณ ซึ่งจะได้รับการจัดสรรช้าหรือเร็วอยู่ที่กระบวนการรายงานและกระบวนการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องของระบบราชการ ซึ่งจะไม่เอาคำว่าสิทธิประชาชน มาเป็นข้ออ้างในการที่ไม่จ่ายให้กับประชาชน ตั้งปีงบประมาณ 2552-2559 (เป็นเงินนอกงบประมาณ) หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ หรือได้มาไม่เพียงพอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดำเนินการยืมเงินสะสมทดรองจ่ายไปพลางก่อน โดยจ่ายให้กับผู้มีสิทธิตามจำนวนผู้มีสิทธิ ที่จะได้รับทุกคนทุกรายการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 เป็นต้นมา (เป็นเงินในงบประมาณในข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติ) 

หากงบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่มีหรือยังไม่ได้รับการจัดสรร หรือจัดสรรมาช้า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถยืมเงินสะสมมาจ่ายก่อนได้ และในไตรมาสที่ 2 หากงบประมาณยังไม่ได้จัดสรร ก็สามารถใช้งบประมาณประจำปีที่มีใช้จ่ายไปก่อนได้ และถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ไม่มีเงินเพียงพอ ก็ขอทำการตกลงกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการใช้เงินสะสมได้ หรือหากมีเงินสะสมไม่เพียงพอ ก็สามารถใช้เงินทุนสำรองสะสมมาใช้ก่อนได้อีก แต่โดยปกติกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดสรรมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน หรือหากงบประมาณรายจ่ายประจำปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ประกาศใช้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะรีบทำการตกลงกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้สามารถใช้เงินจ่ายให้กับผู้สูงอายุและคนพิการได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงจ่ายเงินให้กับประชาชนได้อย่างไม่มีข้อติดขัดและมีปัญหาใดๆ

ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 ปีงบประมาณ 2563 เป็นต้นมา กรมบัญชีกลางได้เข้ามามีหน้าที่โอนงบประมาณ แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามนโยบายรัฐ ซึ่งก็มีกระบวนการทำงานที่มีการแก้ไขระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ระเบียบเบี้ยความพิการ และระเบียบการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะทำให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ดำเนินการจ่ายเงินได้ 

ซึ่ง วันที่ 7 พ.ค. 2562 กรมบัญชีกลางได้เชิญผู้แทนชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1.ชัชวาลย์ วงศ์สวรรค์ ประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย 2.เวชยันต์ ทิศรี รองประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย (ประธานภาคอีสาน) 3.นงนุช เครือเอม รองประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย (ประธานภาคกลาง) 4.นครินทร์ กลิ่นซ้อน รองประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย (ประธานภาคเหนือ) 5.อรุณทิพย์ สนิบากอ รองประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย (ประธานภาคใต้) และ ผู้แทนจากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  

โดยเข้าร่วมประชุมที่กรมบัญชีกลาง เนื่องจากต้องมีการนำร่อง 9 จังหวัด (น่าน, อุทัยธานี, สิงห์บุรี, สมุทรสงคราม, จันทบุรี, นครราชสีมา, มุกดาหาร, พังงา, และสงขลา) แต่ยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากติดขัดเรื่องระบบการรับลงทะเบียนและระบบจ่ายเงิน จึงต้องมีการเลื่อนการนำร่อง 9 จังหวัดนำร่องไปก่อน และในวันนั้นประธานชมรมฯ ได้มีการซักถามเรื่องการทำงาน เสนอปัญหาต่างๆ ประเด็นที่เราเป็นห่วง คือ หากงบประมาณไม่เพียงพอ กรมบัญชีกลางจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งในที่ประชุมกรมบัญชีกลางได้ ตอบมาว่า "กรมบัญชีกลางมีเงินทดรองราชการ จำนวน 1,500 ล้าน ในการสำรองให้ก่อนแล้วจะไปเรียกเก็บคืนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเอง"   

ซึ่งเป็นคำตอบที่พวกเราในฐานะผู้แทนได้ยินได้ฟังแล้ว พวกเรารู้สึกอุ่นใจว่า หากมีการเปลี่ยนผ่านกระบวนการจ่ายเงินให้กับผู้มีสิทธิโดยกรมบัญชีกลางแล้ว กรมบัญชีกลางมีเงินทดรองราชการที่จะสามารถสำรองแทนก่อนได้ คล้ายๆ กับที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรองมาก่อน 

วันที่ 11 ก.ค. 2562 กรมบัญชีกลางได้มีการจัดประชุมที่ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี โดยได้เชิญชัชวาลย์ วงศ์สวรรค์ ประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย และผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเข้าร่วมประชุม และในที่ประชุมกรมบัญชีกลางได้พูดชัดเจนและในที่ประชุมได้สอบถามและได้คำตอบว่า หากงบประมาณมีไม่เพียงพอ กรมบัญชีกลางมีงบประมาณเงินทดรองราชการ 1,500 ล้านบาท สำรองให้ก่อน โดยเริ่มนำร่อง ที่จังหวัดสิงห์บุรีเดือน ส.ค. 2562 เป็นต้นมา 

โดยในจังหวัดสิงห์บุรีมี จำนวน 41 แห่ง มีความพร้อม 38 แห่ง และตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ พร้อมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัด สิงห์บุรีอีก 3 แห่ง ก็เข้าร่วม โครงการบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม e-Social Welfare พร้อมกัน โดยมีหลักการว่า ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดสรรงบประมาณไปที่บัญชีเงินฝากกระทรวงการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (558/559) โดยไม่จัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรงแล้ว และหลักการที่สำคัญคือ กรมบัญชีกลางจะโอนให้เฉพาะคนที่มีชื่อในระบบของปีงบประมาณ 2563 ของ ระบบสารสนเทศการจัดการฐานข้อมูลเบี้ยยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( https://ift.tt/2DUkKXW) เท่านั้น ถ้าไม่มีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดสรรงบประมาณมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรายงานไปแล้วภายในวันที่ 31 ก.ค. 2563 ตามหนังสือวันที่ 13 ก.ค. 2563 โดยโอนเงินให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดือนละ 1 ครั้ง

กรณีมีข่าวบอกว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถใช้เงินสะสมได้ พวกเราขอบอกไว้ก่อนเลยว่า การรับเงินมี 2 วิธีหลักๆ คือ 1.เงินสด 2.โอนเข้าบัญชี ในการจ่ายเงินเดือน ก.ย. 2563 กรมบัญชีกลาง ใช้ยอดผู้มีสิทธิ ณ วันที่ 31 ส.ค. 2563 เป็นฐานในการโอนงบประมาณประจำเดือน ก.ย. 2563 ซึ่งหากใครจ่ายเงินสด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดมีงบประมาณประจำปีเพียงพอ หรือถ้าไม่มี หากจะใช้เงินสะสมหรือเงินทุนสำรองสะสมก็ต้องทำตามระเบียบของทางราชการ ก็สามารถเบิกจ่ายก่อนได้ และถึงเวลากรมบัญชีกลางก็จะโอนงบประมาณมาคืนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  

ในส่วนการโอนเข้าบัญชีชาวบ้านโดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถใช้เงินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายไปก่อนได้หรือนำเงินสะสมหรือเงินทุนสำรองสะสมจ่ายไปก่อนได้ เนื่องจากในระบบได้บันทึกเป็นการโอนเข้าบัญชีไปแล้ว ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดำเนินการโอนงบประมาณไปก่อน ถึงเวลากรมบัญชีกลางก็จะโอนไปซ้ำซ้อนเข้าบัญชีชาวบ้านอีก 1 รอบ (ดังนั้น ถ้าจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายไปก่อน ท่านต้องทำหนังสือแจ้งมาว่าเดือน ก.ย. ของทุกปี ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรองจ่ายไปก่อน แล้วท่านจะโอนเงินมาเข้าบัญชี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด)

ดังนั้นกรณีงบประมาณไม่เพียงพอ หน่วยงานที่เป็นผู้จ่าย หากใช้เงินทดรองราชการจ่ายไปก่อน แล้วมาเรียกคืนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็คงไม่มีปัญหา แน่นอน  

ดังนั้น พวกเราในนามของชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แห่งประเทศไทย จึงขอฝากไปถึงกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังว่า อย่าเอาชาวบ้านมาเป็นตัวประกันในการทำงาน ตอนจะทำงานพูดสวยหรูว่าจะสำรองให้ แต่ถึงเวลาจริงๆ ไม่สำรองให้ เพราะว่าอะไรก็ต้องชี้แจงมาให้พวกเราได้รับทราบว่าเพราะอะไร ทำไมใช้เงินทดรองราชการไม่ได้ ติดขัดอะไรตรงไหน ไม่มีความพร้อมหรือไม่ ก็ส่งคืนกลับมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจ่ายเหมือนเดิม เพราะว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เคยทำให้ประชาชนผิดหวังอยู่แล้ว 

การเขียนข้อความนี้เป็นการแจ้งบอกกล่าวคร่าวเท่านั้น

และขอแจ้งสื่อมวลชนทุกหน่วยงานว่า 

#องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้ถังแตก กรุณาให้ทราบด้วย เวลาเขียนข่าว กรุณาหาข่าวก่อนว่า

อปท. แปลว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 สถ. แปลว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

 บก. แปลว่า กรมบัญชีกลาง

 มท. แปลว่า กระทรวงมหาดไทย

จะหมายถึงใคร กรุณาใช้คำพูดเต็มๆ ถ้าพูดคำว่า ท้องถิ่น มันจะหมายถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ผู้เขียนข้อความ

นายชัชวาลย์ วงศ์สวรรค์ 

ประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (แห่งประเทศไทย)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

Let's block ads! (Why?)


September 12, 2020 at 10:28PM
https://ift.tt/32rf9le

อปท.แจงขั้นตอนวิธีการจ่ายเบี้ยคนชรา-ผู้พิการ ติงกรมบัญชีกลางอย่าเอาชาวบ้านเป็นตัวประกัน - VoiceTV
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

แลมพาร์ดเผยเคล็ดลับเชลซีปาด ลิเวอร์พูล-แมนฯ ซิตี้ คว้าแวร์เนอร์ - Goal.com

tosokpopo.blogspot.com

กุนซือสิงโตน้ำเงินครามเผยวิธีการที่เขาใช้เพื่อเอาชนะใจนักเตะ และคว้าตัวมาร่วมทีมได้สำเร็จ แม้จะมีคู่แข่งร่วมลีกคอยแย่งตัวอยู่เช่นกัน

แฟรงค์ แลมพาร์ด เฮดโค้ชเชลซี เปิดเผยขั้นตอนการเจรจาเพื่อคว้าตัวติโม แวร์เนอร์ จากอาร์เบ ไลป์ซิก ปาดหน้าสโมสรคู่แข่งอย่างลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้

กองหน้าตัวใหม่ของทีมสิงโตน้ำเงินครามถือเป็นนักเตะเนื้อหอมในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา หลังจากที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเยอรมันส่งผลให้มีข่าวกับหลายสโมสรในยุโรปโดยเฉพาะทีมอย่างลิเวอร์พูล รวมถึงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วย

อย่างไรก็ดี กลับเป็นสิงห์บลูที่เป็นคนปิดดีลดังกล่าวและคว้าตัวมาร่วมทีมได้สำเร็จตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งทางแลมพาร์ดเชื่อว่าปัจจัยสำคัญในการเจรจาอยู่ที่การพยายามทำให้นักเตะเชื่อว่าสโมสรอยากได้ตัวพวกเขามาร่วมทีมอย่างแท้จริง

"คุณต้องเข้าใจว่า เมื่อมีคู่แข่งอย่างลิเวอร์พูลหรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คุณจำเป็นต้องพูดถึงสิ่งที่ดีที่สุดของคุณให้นักเตะฟัง" แลมพาร์ดกล่าว

"จากการที่เคยเป็นนักเตะมาช่วงหนึ่ง ผมต้องพยายามขายสโมสรอย่างสุดความสามารถเวลาที่ผมพูดกับนักเตะ ปีเตอร์ เช็ค ก็ทำเช่นเดียวกันในบทบาทของเขา

"กับนักเตะอย่างติโม เราอยากจะได้ตัวเขามาร่วมทีมมากๆ เขาต้องรู้สึกถึงสิ่งนั้นจากเรา ผมชอบทุกๆ อย่างที่เขาบอกกับผมในบทสนทนานั้น เช่นเดียวกับนักเตะทุกๆ คน

"การสนทนาระหว่างนักเตะกับผู้จัดการทีมแบบนั้นมันสำคัญมากๆ เพราะความสัมพันธ์ของเราจะต้องดี ทุกอย่างที่คุณจะทำได้คือทำให้เต็มที่ในฐานะสโมสร

"ผมคิดว่าเราควรจะดีใจที่เรามีนักเตะในระดับนั้นเข้ามา นั่นคือวิธีที่เราพยายามจะทำ คราวนี้ก็เป็นขั้นตอนที่สองต่อไป คือให้พวกเขาตั้งตัวให้ได้ และพยายามเล่นให้ได้สุดความสามารถของพวกเขา"

Let's block ads! (Why?)


September 13, 2020 at 06:35AM
https://ift.tt/35xGwfA

แลมพาร์ดเผยเคล็ดลับเชลซีปาด ลิเวอร์พูล-แมนฯ ซิตี้ คว้าแวร์เนอร์ - Goal.com
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog

Saturday, September 12, 2020

อปท.แจงขั้นตอนวิธีการจ่ายเบี้ยคนชรา-ผู้พิการ ติงกรมบัญชีกลางอย่าเอาชาวบ้านเป็นตัวประกัน - Voice TV

tosokpopo.blogspot.com

ประธานชมรมพัฒนาชุมชนฯ แจง อปท.ไม่ได้ถังแตก เผยระเบียบวิธีการจ่ายเบี้ยคนชรา-ผู้พิการ ติงกรมบัญชีกลาง อย่าเอาประชาชนเป็นตัวประกัน ย้ำ หลักการทำงาน อปท.ไม่เคยทำให้ประชาชนผิดหวัง

ชัชวาลย์ วงศ์สวรรค์ ประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (แห่งประเทศไทย) โพสต์ในเฟซบุ๊กบัญชีชื่อ 'ชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แห่งประเทศไทย' ชี้แจงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยคนชรา-เบี้ยผู้พิการ ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยประสบปัญหาเรื่องนี้ เพราะมีการนำงบสนันสนุนตรงอืื่นมาจ่ายแทนก่อนได้ แล้วค่อยทำเรื่องเบิกคืนทีหลังได้

จนกระทั่งกรมบัญชีกลางเข้ามาดูแลงบประมาณนี้ ตั้งแต่แรกกรมบัญชีกลางยืนยันว่ามีงบให้ ในกรณีประสบปัญหางบไม่เพียงพอ โดยตัวแทนจากกรมบัญชีกลางยืนยันในที่ประชุมผู้แทนชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 5 คน ว่า "กรมบัญชีกลางมีเงินทดรองราชการ จำนวน 1,500 ล้าน ในการสำรองให้ก่อนแล้วจะไปเรียกเก็บคืนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเอง"   

ทั้งนี้ ชมรมฯ ยังฝากไปถึงกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังด้วยว่า อย่าเอาชาวบ้านมาเป็นตัวประกันในการทำงาน ตอนจะทำงานพูดสวยหรูว่าจะสำรองให้ แต่ถึงเวลาจริงๆ ไม่สำรองให้ เพราะว่าอะไรก็ต้องชี้แจงมาให้พวกเราได้รับทราบว่าเพราะอะไร ทำไมใช้เงินทดรองราชการไม่ได้ ติดขัดอะไรตรงไหน ไม่มีความพร้อมหรือไม่ ก็ส่งคืนกลับมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจ่ายเหมือนเดิม เพราะว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เคยทำให้ประชาชนผิดหวังอยู่แล้ว 

ข้อความทั้งหมดดังนี้

ออกข่าวทุกหน่วยงาน คนทำงานไม่มีโอกาสชี้แจง ขอใช้พื้นที่นี้ชี้แจงมั่ง ว่าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เราคุยอะไรกันไว้

#SAVE คนทำงานเบี้ยยังชีพ

#SAVE องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

.................

โครงการบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม e-Social Welfare  

#เงินทดรองราชการ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ไปไหน

#กรมบัญชีกลางโอนเงินเกินเวลาตามที่ระเบียบกำหนดผิดกฎหมายหรือไม่

#ทำไมต้องโยนความผิดมาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเมื่อทุกเดือนก็โอนได้

พวกเราในนามของผู้ปฏิบัติงานเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล) ซึ่งปัจจุบันรับงบประมาณผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย 

ในนามของชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แห่งประเทศไทย (ซึ่งเป็นองค์กรของคนทำงานสวัสดิการสังคม งานพัฒนาชุมชน และงานสังคมสงเคราะห์ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

###ยกเว้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ของบประมาณจากสำนักงบประมาณโดยตรง

พวกเราในฐานะคนทำงานในตำแหน่งต่างๆ ที่ทำหน้าที่ในการดูแลสวัสดิการชาวบ้านเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยความพิการ ขอชี้แจงว่า พวกเราทำงานกันมาตั้งแต่นโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ตั้งแต่ ปี 2552 มาถึงเดือน ธ.ค. 2562 (ไม่นับรวมถึงทำงานมาตั้งแต่ภารกิจถ่ายโอน) โดยมีการทำงานระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีปัญหาการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการแต่อย่างใด เนื่องจากกระบวนการทำงาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีกระบวนการทำงานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรองเงินจ่ายไปก่อนแล้ว แล้วค่อยรายงานของบประมาณที่ขาด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่ขาดจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตอนปลายปีงบประมาณ ซึ่งจะได้รับการจัดสรรช้าหรือเร็วอยู่ที่กระบวนการรายงานและกระบวนการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องของระบบราชการ ซึ่งจะไม่เอาคำว่าสิทธิประชาชน มาเป็นข้ออ้างในการที่ไม่จ่ายให้กับประชาชน ตั้งปีงบประมาณ 2552-2559 (เป็นเงินนอกงบประมาณ) หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ หรือได้มาไม่เพียงพอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดำเนินการยืมเงินสะสมทดรองจ่ายไปพลางก่อน โดยจ่ายให้กับผู้มีสิทธิตามจำนวนผู้มีสิทธิ ที่จะได้รับทุกคนทุกรายการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 เป็นต้นมา (เป็นเงินในงบประมาณในข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติ) 

หากงบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่มีหรือยังไม่ได้รับการจัดสรร หรือจัดสรรมาช้า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถยืมเงินสะสมมาจ่ายก่อนได้ และในไตรมาสที่ 2 หากงบประมาณยังไม่ได้จัดสรร ก็สามารถใช้งบประมาณประจำปีที่มีใช้จ่ายไปก่อนได้ และถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ไม่มีเงินเพียงพอ ก็ขอทำการตกลงกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการใช้เงินสะสมได้ หรือหากมีเงินสะสมไม่เพียงพอ ก็สามารถใช้เงินทุนสำรองสะสมมาใช้ก่อนได้อีก แต่โดยปกติกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดสรรมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน หรือหากงบประมาณรายจ่ายประจำปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ประกาศใช้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะรีบทำการตกลงกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้สามารถใช้เงินจ่ายให้กับผู้สูงอายุและคนพิการได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงจ่ายเงินให้กับประชาชนได้อย่างไม่มีข้อติดขัดและมีปัญหาใดๆ

ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 ปีงบประมาณ 2563 เป็นต้นมา กรมบัญชีกลางได้เข้ามามีหน้าที่โอนงบประมาณ แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามนโยบายรัฐ ซึ่งก็มีกระบวนการทำงานที่มีการแก้ไขระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ระเบียบเบี้ยความพิการ และระเบียบการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะทำให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ดำเนินการจ่ายเงินได้ 

ซึ่ง วันที่ 7 พ.ค. 2562 กรมบัญชีกลางได้เชิญผู้แทนชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1.ชัชวาลย์ วงศ์สวรรค์ ประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย 2.เวชยันต์ ทิศรี รองประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย (ประธานภาคอีสาน) 3.นงนุช เครือเอม รองประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย (ประธานภาคกลาง) 4.นครินทร์ กลิ่นซ้อน รองประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย (ประธานภาคเหนือ) 5.อรุณทิพย์ สนิบากอ รองประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย (ประธานภาคใต้) และ ผู้แทนจากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  

โดยเข้าร่วมประชุมที่กรมบัญชีกลาง เนื่องจากต้องมีการนำร่อง 9 จังหวัด (น่าน, อุทัยธานี, สิงห์บุรี, สมุทรสงคราม, จันทบุรี, นครราชสีมา, มุกดาหาร, พังงา, และสงขลา) แต่ยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากติดขัดเรื่องระบบการรับลงทะเบียนและระบบจ่ายเงิน จึงต้องมีการเลื่อนการนำร่อง 9 จังหวัดนำร่องไปก่อน และในวันนั้นประธานชมรมฯ ได้มีการซักถามเรื่องการทำงาน เสนอปัญหาต่างๆ ประเด็นที่เราเป็นห่วง คือ หากงบประมาณไม่เพียงพอ กรมบัญชีกลางจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งในที่ประชุมกรมบัญชีกลางได้ ตอบมาว่า "กรมบัญชีกลางมีเงินทดรองราชการ จำนวน 1,500 ล้าน ในการสำรองให้ก่อนแล้วจะไปเรียกเก็บคืนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเอง"   

ซึ่งเป็นคำตอบที่พวกเราในฐานะผู้แทนได้ยินได้ฟังแล้ว พวกเรารู้สึกอุ่นใจว่า หากมีการเปลี่ยนผ่านกระบวนการจ่ายเงินให้กับผู้มีสิทธิโดยกรมบัญชีกลางแล้ว กรมบัญชีกลางมีเงินทดรองราชการที่จะสามารถสำรองแทนก่อนได้ คล้ายๆ กับที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรองมาก่อน 

วันที่ 11 ก.ค. 2562 กรมบัญชีกลางได้มีการจัดประชุมที่ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี โดยได้เชิญชัชวาลย์ วงศ์สวรรค์ ประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย และผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเข้าร่วมประชุม และในที่ประชุมกรมบัญชีกลางได้พูดชัดเจนและในที่ประชุมได้สอบถามและได้คำตอบว่า หากงบประมาณมีไม่เพียงพอ กรมบัญชีกลางมีงบประมาณเงินทดรองราชการ 1,500 ล้านบาท สำรองให้ก่อน โดยเริ่มนำร่อง ที่จังหวัดสิงห์บุรีเดือน ส.ค. 2562 เป็นต้นมา 

โดยในจังหวัดสิงห์บุรีมี จำนวน 41 แห่ง มีความพร้อม 38 แห่ง และตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ พร้อมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัด สิงห์บุรีอีก 3 แห่ง ก็เข้าร่วม โครงการบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม e-Social Welfare พร้อมกัน โดยมีหลักการว่า ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดสรรงบประมาณไปที่บัญชีเงินฝากกระทรวงการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (558/559) โดยไม่จัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรงแล้ว และหลักการที่สำคัญคือ กรมบัญชีกลางจะโอนให้เฉพาะคนที่มีชื่อในระบบของปีงบประมาณ 2563 ของ ระบบสารสนเทศการจัดการฐานข้อมูลเบี้ยยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( https://ift.tt/2DUkKXW) เท่านั้น ถ้าไม่มีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดสรรงบประมาณมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรายงานไปแล้วภายในวันที่ 31 ก.ค. 2563 ตามหนังสือวันที่ 13 ก.ค. 2563 โดยโอนเงินให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดือนละ 1 ครั้ง

กรณีมีข่าวบอกว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถใช้เงินสะสมได้ พวกเราขอบอกไว้ก่อนเลยว่า การรับเงินมี 2 วิธีหลักๆ คือ 1.เงินสด 2.โอนเข้าบัญชี ในการจ่ายเงินเดือน ก.ย. 2563 กรมบัญชีกลาง ใช้ยอดผู้มีสิทธิ ณ วันที่ 31 ส.ค. 2563 เป็นฐานในการโอนงบประมาณประจำเดือน ก.ย. 2563 ซึ่งหากใครจ่ายเงินสด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดมีงบประมาณประจำปีเพียงพอ หรือถ้าไม่มี หากจะใช้เงินสะสมหรือเงินทุนสำรองสะสมก็ต้องทำตามระเบียบของทางราชการ ก็สามารถเบิกจ่ายก่อนได้ และถึงเวลากรมบัญชีกลางก็จะโอนงบประมาณมาคืนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  

ในส่วนการโอนเข้าบัญชีชาวบ้านโดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถใช้เงินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายไปก่อนได้หรือนำเงินสะสมหรือเงินทุนสำรองสะสมจ่ายไปก่อนได้ เนื่องจากในระบบได้บันทึกเป็นการโอนเข้าบัญชีไปแล้ว ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดำเนินการโอนงบประมาณไปก่อน ถึงเวลากรมบัญชีกลางก็จะโอนไปซ้ำซ้อนเข้าบัญชีชาวบ้านอีก 1 รอบ (ดังนั้น ถ้าจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายไปก่อน ท่านต้องทำหนังสือแจ้งมาว่าเดือน ก.ย. ของทุกปี ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรองจ่ายไปก่อน แล้วท่านจะโอนเงินมาเข้าบัญชี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด)

ดังนั้นกรณีงบประมาณไม่เพียงพอ หน่วยงานที่เป็นผู้จ่าย หากใช้เงินทดรองราชการจ่ายไปก่อน แล้วมาเรียกคืนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็คงไม่มีปัญหา แน่นอน  

ดังนั้น พวกเราในนามของชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แห่งประเทศไทย จึงขอฝากไปถึงกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังว่า อย่าเอาชาวบ้านมาเป็นตัวประกันในการทำงาน ตอนจะทำงานพูดสวยหรูว่าจะสำรองให้ แต่ถึงเวลาจริงๆ ไม่สำรองให้ เพราะว่าอะไรก็ต้องชี้แจงมาให้พวกเราได้รับทราบว่าเพราะอะไร ทำไมใช้เงินทดรองราชการไม่ได้ ติดขัดอะไรตรงไหน ไม่มีความพร้อมหรือไม่ ก็ส่งคืนกลับมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจ่ายเหมือนเดิม เพราะว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เคยทำให้ประชาชนผิดหวังอยู่แล้ว 

การเขียนข้อความนี้เป็นการแจ้งบอกกล่าวคร่าวเท่านั้น

และขอแจ้งสื่อมวลชนทุกหน่วยงานว่า 

#องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้ถังแตก กรุณาให้ทราบด้วย เวลาเขียนข่าว กรุณาหาข่าวก่อนว่า

อปท. แปลว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 สถ. แปลว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

 บก. แปลว่า กรมบัญชีกลาง

 มท. แปลว่า กระทรวงมหาดไทย

จะหมายถึงใคร กรุณาใช้คำพูดเต็มๆ ถ้าพูดคำว่า ท้องถิ่น มันจะหมายถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ผู้เขียนข้อความ

นายชัชวาลย์ วงศ์สวรรค์ 

ประธานชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (แห่งประเทศไทย)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

Let's block ads! (Why?)


September 12, 2020 at 10:28PM
https://ift.tt/3c03e15

อปท.แจงขั้นตอนวิธีการจ่ายเบี้ยคนชรา-ผู้พิการ ติงกรมบัญชีกลางอย่าเอาชาวบ้านเป็นตัวประกัน - Voice TV
https://ift.tt/2XPOc7E
Home To Blog